หนังสะท้อนสังคม

(ซิสเตอร์ส) เสียงหัวเราะและน้ำตา! ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของประวัติศาสตร์อเมริกา ที่มีการเหยียดสีผิว
โดยเราได้นำเสนอผลงานภาพยนตร์มา 5 เรื่องเลย

“ช่วงเวลาแห่งการเต้นของหัวใจ “
พวกเราสวมแว่นตา
ตอนที่พวกเรานั้นยังเป็นเด็กๆ สามารถแยกแยะความแตกต่างได้หรือไม่ ?

นอกจากจะเป็นวิธีการเล่าเรื่องแล้วบางครั้งภาพยนตร์ยังพูดถึงประเด็นที่หนักหน่วงด้วยการนำเสนอภาพแบบไดนามิกผู้ชมจะรู้สึกเหมือนกันโดยไม่ต้องสัมผัสประสบการณ์จริง
ตัวอย่างเช่น “การเหยียดผิว” เป็นปัญหาที่มีมายาวนานในประวัติศาสตร์ Miss Popcorn ได้เลือกภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง 5 เรื่องให้เราคิดถึงประเด็นเหล่านี้ผ่านภาพยนตร์แล้วไปดูกันเลย

ยิ้มไว้โลกนี้ไม่มีสิ้นหวัง 1997

เปิดหนังดู : Life is Beautiful (1997) : ยิ้มไว้โลกนี้ไม่มีสิ้นหวัง -  History Millitary 's Corner

ยโด ชายหนุ่มช่างฝัน มองโลกในแง่ดี ที่ฝันจะมีร้านขายหนังสือของตัวเอง ในปี 1939 เขาย้ายเข้ามาอยู่ที่อเรซโซและตกหลุมรัก ตอร่า ครูสาวแสนสวยทันทีที่เห็น ทั้งคู่ได้แต่งงานกันและมีลูกชายชื่อ โจซัว กุยโดสามารถเปิดร้านหนังสือในฝันได้สำเร็จ แต่ไม่นานเหตุการณ์ที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ที่มนุษย์พึงจะกระทำต่อมนุษย์ด้วยกันได้ กุยโดต้องปกป้องภรรยาและลูกชายจากการกวาดล้างเผ่าพันธุ์ยิว เมื่อโลกโหดร้ายกว่าที่คาด สถานการณ์ไม่เป็นอย่างที่คิด กุยโดต้องใช้จินตนาการ ความรัก และความหวังปกป้องครอบครัวจากความโหดร้ายของสงครามให้ได้ และถึงแม้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เขาก็ยังคิดและเชื่ออยู่เสมอว่า “ชีวิตเป็นสิ่งสวยงาม”

กุยโดชาวยิวในอิตาลี มีความฝันอยากจะเปิดร้านหนังสือของตัวเอง ในปี ค.ศ. 1939 เขาย้ายเข้ามาอยู่ที่อเรซโซและตกหลุมรักตอร่าที่มีอาชีพครู ทั้งคู่แต่งงานกันและมีลูกชายที่ชื่อว่าโจซัว กุยโดสามารถเปิดร้านขายหนังสือได้สำเร็จ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่มีการกวาดล้างเผ่าพันธุ์ยิวในสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยนาซีเยอรมนีที่อิตาลีเมื่อโจซัวอายุได้ 5 ปี กุยโดและโจชัวถูกพาตัวไปเข้าค่ายกักกัน ส่วนตอร่าแม้จะไม่ใช่ชาวยิว แต่เธอก็ไปยังค่ายกักกันพร้อมกับครอบครัว กุยโดพยายามรักษาภาพอันสวยงามให้กับลูกชาย ในภาวะเหตุการณ์ที่เลวร้ายนี้ โดยต้องโกหกลูกชายอยู่ตลอดเวลาให้มีรอยยิ้ม มีความหวัง ซึ้งข้อความที่เขาทิ้งท้ายนั้นทำเอาหลายคนถึงกับน้ำตาคลอเลยทีเดียว

สงคราม ความหวัง บัลลังก์ เกียรติยศ (2002)

ภาพยนตร์เรื่องนี้ดัดแปลงมาจากประสบการณ์จริงของ Wladyslaw Szpilman นักเปียโนชาวยิวชาวโปแลนด์ วอร์ดิชเป็นนักเปียโนที่หมกมุ่นอยู่กับภาพยนตร์ของเธอแม้ว่าเธอจะบันทึกเสียงในสถานีวิทยุระเบิดของเยอรมัน แต่เธอก็ยังไม่หยุดงานและยังเล่นเปียโน ในช่วงที่เยอรมันยึดครองโปแลนด์เขารอดพ้นจากชะตากรรมอันน่าเศร้าของการเข้าค่ายกักกันด้วยความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ของเขา แต่ครอบครัวของเขาไม่ได้โชคดีนัก
เขาทำได้แค่ไล่ตามรถไฟและเฝ้าดูพี่สาวและพ่อของเขาที่ถูกฆ่าตายในท้องถนน ฉากตึงเครียดในภาพยนตร์คือห้องโถงดั้งเดิมที่เต็มไปด้วยชาวยิว แต่เหลือเพียงกองสัมภาระฉากนั้นกลายเป็นโทนสีเทา – ขาววอร์ดิชเดินไปบนถนนที่วุ่นวายด้วยน้ำตาเศร้าและเสียใจ เศษเสี้ยวที่มีเอฟเฟกต์น่าทึ่งกลายเป็นภาพคลาสสิกในภาพยนตร์

ชปิลมันได้เรียนวิชาเปียโนที่สถาบันดนตรีในกรุงเบอร์ลินและกรุงวอร์ซอ เขาได้กลายเป็นคนดังยอดนิยมในรายการวิทยุโปแลนด์และในคอนเสิร์ต จากการถูกกักตัวไว้ในวอร์ซอเกตโตภายหลังจากเยอรมันบุกครองโปแลนด์ ชปิลมันได้ใช้เวลาสองปีในการหลบซ่อนตัว ในช่วงสุดท้ายของการหลบซ่อนตัวของเขา เขาได้รับความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่นายทหารเยอรมันที่ชิงชังต่อนโยบายนาซี หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ชปิลมันได้เริ่มต้นใหม่กับอาชีพของเขาในรายการวิทยุโปแลนด์ ชปิลมันยังเป็นนักแต่งเพลงที่สมบูรณ์แบบ ผลงานของเขาได้รวมถึงเพลงนับร้อยเพลง และวงดนตรีที่มีเครื่องดนตรีหลายชิ้น ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเหมือนกัน แต่มันไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว ผุ้คนที่อยู่ข้างกายพรเอมกับตวามเจ็บปวดภายในใจ ทำให้แต่ล่ะฉากในภาพยนตร์นั้นสะเทือนใจอย่างคาดไม่ถึงเลยทีเดียว

มีภาพยนตร์และหนังสือจำนวนไม่มากที่กล่าวถึงความเหนือกว่าทางเชื้อชาติของพวกนาซีและคำอธิบายเกี่ยวกับการเหยียดผิวไม่ได้ มีเพียงแค่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สงครามนาซี “ชะตากรรมที่โลกไม่ลืม ” และ “ต่ายน้อยโจโจ้ ” ที่สะดุดตาก่อนหน้าเป็นต้น ในความเป็นจริงยังมีความไม่เท่าเทียมกันทางเชื้อชาติในสหรัฐอเมริกาและยังมีผลงานอีกมากมายที่แสดงให้เห็นถึงคนผิวขาวที่เลือกปฏิบัติกับคนผิวดำสิ่งเหล่านี้ควรค่าแก่การดูและนึกถึง

Twelve Years of Slave ปลดแอก คนย่ำคน (2014)

เรื่องราวของการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เส้นทางชีวิตของชายผู้หนึ่งทั้งประเทศต้องจดจําย้อนกลับไปในช่วงเวลาก่อนยุคสงครามกลางเมืองในประเทศอเมริกา โซโลมอน นอร์ทอัพ (ชิวอิเทล เอจิโอฟอร์) ชายผิวดําจากนิวยอร์กที่ถูกลักพาตัวและขายเป็นทาสยาวนานถึง 12 ปี ซึ่งทําให้ชีวิตของเขาต้องประสบกับความเลวร้ายยากลําบากเกินกว่าใครจะคาดคิด แต่ โซโลมอน ก็มิได้ยอมแพ้ต่อโชคชะตา เขายังคงยืนหยัดต่อสู้เพื่อที่จะมีชีวิตรอดและเพื่อศักดิ์ศรีของเขาจนนํามาซึ่งจุดเปลี่ยนในที่สุด โดยความช่วยเหลือจาก ทนายความ (แบรด พิตต์) ผู้มุ่งมั่นในอุดมการณ์ และ ความถูกต้อง ที่เป็นแรงผลักดันสําคัญให้ โซโลมอน เรียกร้องเสรีภาพของตนเองคืนมาจาก นายจ้าง (ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์) ผู้ไม่มีหัวใจที่เป็นธรรม

สิ่งที่ทำให้ Miss Popcorn น่าจดจำเป็นพิเศษคือเพลงหนึ่งคือ Strange Fruit เมือตอนที่พูดถึงเรื่อง ผลไม้สีดำ ที่กล่าวถึงคือชายผิวดำที่ถูกแขวนคอ เพลงนี้ยิ่งแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมที่คนผิวดำต้องทนทุกข์ทรมานในยุคนั้นและทำให้ผุ้คนที่รับชมนั้นรู้สึกเสียใจสะเทือนใจ

คุณนายตัวดี สาวใช้ตัวดำ 2011

The Help คุณนายตัวดี สาวใช้ตัวดำ ดัดแปลงมาจากหนังสือนิยาย ในขณะเดียวกันเดียวกันเชื่อว่า แฟนๆหลายคนเคยดูหนังเรื่องนี้ มิสป๊อปคอร์นก็ชอบหนังเรื่องนี้เช่นกันโดยเฉพาะ Skeeter และ Abbi และยังมี Minny ทั้งคู่ได้ก้าวผ่านความต่างทางเชื้อชาติ ได้เรียนรู้ซึ้งกันและกันซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่พบเจอยากมาก ในปี 1960 ทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา

ในภาพยนตร์มีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่กล้าที่จะไล่ล่าความฝันด้วย Skitter ซึ่งไม่ถูกจำกัด โดยแนวคิดแบบเดิม ๆ ผู้หญิงส่วนใหญ่เลือกที่จะแต่งงานหลังจากจบการศึกษาระดับมัธยมปลาย และเธอขอให้ผู้ช่วยผิวดำดูแลเรื่องราวต่างๆในบ้านและเธอได้ออกไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมเด็กและครอบครัวเป็นเพียงของประดับตกแต่งและพวกเธอไร้ความปรานีอย่างยิ่งต่อผู้หญิงผิวดำเหล่านี้ที่ยอมอยู่ข้างหลังอย่างเงียบ ๆ
พวกเขาปิดห้องสุขาไว้ด้านนอกด้วยซ้ำเพื่อ “รักษาบ้านให้สะอาด”
สถานการณ์นี้ยังกระตุ้นให้ Skitter ผู้ชอบธรรมและใจดีเขียนหนังสือ
แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะพูดถึงหัวข้อต่างๆมากมาย
ไม่เพียงแค่การเหยียดผิวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงค่านิยมของผู้หญิงด้วย
แต่สิ่งที่มีคุณค่าคือหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีความหมายของการสั่งสอนศีลธรรม
กลับนำเสนอในรูปแบบที่ดูอบอุ่นและบางครั้งก็ตลกผสมกันไป

กรีนบุ๊ค 2019

แฟนคลับทุกคนอาจจะ ว่าทำไมภาพยนตร์เรื่องนี้ถึงเรียกว่า Green Book ใช่มั้ย?(มิสป๊อปคอร์นยังสงสัยในตอนแรกว่าทำไมเธอถึงเลือกชื่อนี้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง) (มิสป๊อปคอร์นยังสงสัยในตอนแรกว่าทำไมเธอถึงเลือกชื่อนี้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง) จริงๆแล้วชื่อนี้เป็นเพราะมีหนังสือเล่มหนึ่งในสหรัฐอเมริกามาก่อนเนื้อหาคือ “Black Safety Travel Guide” เป็นคู่มือที่แนะนำ ว่าร้านอาหาร หรือสถานที่ไหนที่ใจดีและเป็นมิตรกับคนมีคนสีผิว ไม่มีอันตรายต่อคนสีผิวหนังสือเล่มนั้นเรียกว่า “Green Book”
(จากมุมมองปัจจุบันคุณควรคิดว่าคู่มือนี้เหลือเชื่อจริงๆ!)

“the Green Book” หนังเอาเรื่องจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเหยียดผิวอันเลื่องชื่อของอเมริกาในช่วงยุค ที่คนผิวสีต้องพกหนังสือชื่อ “The Negro Motorist Green Book” ซึ่งภายหลังชื่อเรียกเหลือแค่ Green Book ที่พิมพ์มาเป็นไกด์แนะนำว่ามีร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่ใดที่ยินดีต้อนรับคนผิวสีบ้าง เพราะยุคนั้นถ้าหลงเข้าไปที่ที่มีการเหยียดรุนแรงอาจถูกทำร้ายจิตใจทางวาจา หรืออาจหนักกว่านั้นจนเสี่ยงชีวิตเลยก็ได้

แม้ว่าฉากหลังในภาพยนตร์จะอยู่ห่างจากตัวเรามาก แต่การเหยียดผิวยังคงปรากฏอยู่ในชีวิตของเรา การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านี้อาจจะต้องใช้เวลาในการในการทำให้มันหายไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *